15 วิธีประหยัดแบตเตอรี่ ไม่ให้หมดไว

1

17 วิธีประหยัดแบตเตอรี่ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้สมาร์ทโฟน Android ของคุณ วิธีง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้!

ทุกวันนี้หลายคนอาจสังเกตเห็นว่า ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนจำนวนมากต่างต้องลำบากพกแบตเตอรี่สำรอง หรือ Power Bank ติดตัวกันแทบทุกคน เพราะสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบันที่มักจะมาพร้อมกับฟีเจอร์แบบจัดเต็ม ต้องอาศัยพลังงานที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้แบตเตอรี่หมดไว และส่วนมากหากใช้งานตลอดเวลาก็มักจะอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ แต่ข่าวดีก็คือวันพรุ่งนี้คุณอาจจะไม่ต้องลำบากพก Power Bank ให้หนักกระเป๋าอีกต่อไป เพราะวันนี้ทางทีมงาน thaimobilecenter มีบทความดีๆ มานำเสนอเกี่ยวกับ 17 วิธีประหยัดแบตเตอรี่ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้สมาร์ทโฟน Android ของคุณ จะมีวิธีใดบ้างนั้นไปติดตามชมกันได้เลยครับ


1. สมาร์ทโฟนของคุณ ไม่จำเป็นต้อง "สมาร์ท" ตลอดเวลา

ควรจะปิดฟีเจอร์บางอย่างที่ไม่จำเป็นบ้าง เพื่อช่วยรักษาพลังงานแบตเตอรี่ เว้นเสียแต่ว่าคุณจำเป็นต้องใช้งานฟีเจอร์นั้นๆ เป็นประจำ "ทุกวัน"


2. หาฟีเจอร์ Battery Saving ให้เจอ

สมาร์ทโฟน และ ROM แต่ละรุ่น จะใช้ชื่อฟีเจอร์นี้ไม่เหมือนกัน โดยผู้ใช้ต้องหาระบบนี้ให้พบแล้วเปิดใช้งาน เพราะส่วนมากสมาร์ทโฟนที่เปิดใช้งานระบบนี้ หากใช้งานในลักษณะเดียวกันจะสูญเสียพลังงานแบตเตอรี่น้อยกว่าเครื่องที่ไม่ได้เปิดใช้งาน

3. ตั้งค่าความสว่างของหน้าจอเอง

จงอย่าใช้การตั้งค่าความสว่างของหน้าจอแบบ auto brightness ถึงแม้ว่ามันอาจจะฟังดูดี แต่การตั้งค่าแบบ auto นั้นจะทำให้หน้าจอของคุณมีแสงสว่างมากกว่าที่คุณต้องการ ดังนั้นคุณควรจะตั้งค่าความสว่างไว้ในระดับที่ใช้แล้วสบายตา และปรับให้สว่างมากขึ้นเฉพาะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น จึงจะสามารถช่วยรักษาพลังงานไว้ได้ เพราะหน้าจอสมาร์ทโฟนถือเป็นตัวสูบพลังงานชั้นดีเลยทีเดียว

4. ปิดหน้าจอเร็ว เซฟพลังงานมากขึ้น

ตั้งค่าการปิดหน้าจออัตโนมัติให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ ลองคิดดูเล่นๆ ถ้าหากคุณตั้งค่าการปิดหน้าจออัตโนมัติไว้ที่ 1 นาที มันจะใช้พลังงานมากกว่าการตั้งไว้ที่ 15 วินาทีถึง 4 เท่า! มีผลการศึกษาชี้แจงว่า โดยเฉลี่ยแล้วสมาร์ทโฟนจะถูกเปิดหน้าจอประมาณ 150 ครั้งต่อวัน ดังนั้นถ้าหากคุณลดจำนวนครั้งลงได้ หรือปิดหน้าจอให้เร็วขึ้น ก็จะช่วยประหยัดพลังงานได้อีกมาก

5. พื้นหลังสีดำช่วยคุณได้

ถ้าสมาร์ทโฟนของคุณใช้จอภาพ AMOLED การใช้ภาพพื้นหลังสีดำจะสามารถรักษาพลังงานแบตเตอรี่ไว้ได้มาก เพราะจอภาพ AMOLED จะแสดงผลเพียงสีต่างๆ เท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นภาพสีดำ จอภาพ AMOLED ก็จะไม่ผลิตแสงออกมา หากภาพยิ่งดำมากเท่าไหร่ พลังงานที่ใช้ก็จะยิ่งลดน้อยลงไปด้วย

6. ใช้ธีมสีดำ

การใช้ธีมหรือพื้นหลังสีดำ จะยิ่งช่วยรักษาพลังงานแบตเตอรี่ของคุณไว้ได้มากเช่นเดียวกัน (ถ้าคุณใช้สมาร์ทโฟนแบบจอภาพ AMOLED) โดยในเวอร์ชั่นแรกของ Android M สำหรับนักพัฒนาได้ปรากฏฟังก์ชั่นการเลือกธีมได้ และมีให้เลือกทั้งแบบ Light หรือ Dark แต่ต่อมาภายหลังกลับถูกถอดออกไป

7. ปิดฟีเจอร์ "Ok Google"

แม้ว่าฟีเจอร์นี้จะทำให้คุณสนุกสนานไปกับความฉลาดของสมาร์ทโฟน หรือระบบของคุณ แต่สิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาคือ พลังงานจะลดลงไปอย่างรวดเร็วถ้าคุณใช้ฟีเจอร์นี้ตลอดเวลา (ไม่กดโทรศัพท์ แต่ใช้การพูดอย่างเดียว) หากคุณใช้ฟีเจอร์นี้แค่บางครั้ง หรือไม่ได้ใช้เลยก็ลองปิดฟีเจอร์นี้บ้าง

8. ใช้การแจ้งเตือนในหน้าจอล็อคสกรีน

วิธีนี้จะช่วยประหยัดพลังงานให้คุณได้ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนจอภาพ AMOLED เพราะว่าคุณสามารถเห็นการแจ้งเตือนในหน้าจอได้ โดยที่ไม่ต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งช่วยได้มากเวลาที่คุณมีการแจ้งเตือนเข้ามาเยอะ แต่ไม่ได้จำเป็นต้องติดตามทุกอัน โดยฟังก์ชั่นการแจ้งเตือนผ่านหน้าจอล็อคสกรีนนี้จะมาใน Android Lollipop

แต่ถ้าคุณใช้ Android KitKat ลองใช้ Widget หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่สามารถแสดงการแจ้งเตือนในหน้าจอล็อคสกรีนได้ โดยที่ไม่ต้องปลดล็อคเพื่อเปิดหน้าจอทั้งหมดแล้วอ่านทีละข้อความ

9. ปิดระบบสั่นบ้าง

เช่น การสั่นเมื่อโทรเข้า เพราะมันจะใช้พลังงานมากกว่าการทำให้มีเสียง (เสียงเรียกเข้า) หรือ ปิดระบบการสั่นเวลาพิมพ์ด้วยเช่นกัน

10. ใช้แบตเตอรี่ของแท้เท่านั้น

ควรจะใช้แบตเตอรี่ของแท้จากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยี่ห้อนั้นๆ หรือหากเป็นยี่ห้ออื่นก็ต้องมาจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ นอกจากจะเป็นการรักษาอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แล้ว ยังช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากแบตเตอรี่คุณภาพไม่ได้มาตรฐานด้วย


11. ลองใช้โหมด "Do Not Disturb" หรือ "Sleep" ดูบ้าง

หากคุณปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตรงเวลา และรู้ว่าเวลาไหนที่คุณจะไม่ใช้มือถือของคุณแล้ว ลองใช้สองโหมดนี้ดูบ้างเพื่อปิดสัญญาณ Wi-Fi และสัญญาณอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ หรือในขณะที่คุณกำลังประชุมหรือทำงาน คุณก็อาจจะตั้งค่าปิดระบบสั่น ปิดเสียง หรือการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตขณะที่คุณยังไม่เสร็จธุระ ซึ่งส่วนมากสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นมักจะมีโหมดนี้มาให้เพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ แต่ไม่ค่อยมีใครได้ใช้มากนัก

12. ไม่จำเป็นต้องออนไลน์ตลอดเวลา

ปิดระบบ GPS, Bluetooth, NFC, Wi-Fi หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตบ้าง ถ้าคุณไม่จำเป็นต้องใช้ในขณะนั้น แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi ตลอดเวลา (เช่น ที่บ้าน หรือที่ทำงาน) ลองตั้งค่าเป็น "Always on during sleep" ซึ่งจะใช้พลังงานน้อยกว่าที่จะต้อง reconnect ทุกครั้งเมื่อเปิดหน้าจอ

13. อย่าเพลิดเพลินกับเหล่า Widget

สมาร์ทโฟนของผู้ใช้บางคน เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาจะพบกับ Widget เต็มไปหมดในทุกๆ หน้าจอ และมักอ้างว่าจำเป็นต้องใช้ ซึ่งถ้าจำเป็นต้องใช้ก็อาจไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าใส่เพื่อความสวยงามอย่างเดียว อยากให้ลองทบทวนดูใหม่ เพราะ Widget เหล่านี้ใช้พลังงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ Widget ที่ต้องออนไลน์ หรืออัพเดตตลอดเวลา เช่น สภาพอากาศ, ทวิตเตอร์ หรือ Gmail หากคุณไม่ได้ใช้ตลอดเวลา ให้เปลี่ยนเป็นการกดเข้าแอปในเวลาที่ต้องการดีกว่า

14. อย่าลืมที่จะอัพเดตแอปพลิเคชัน

แอปพลิเคชันต่างๆ จะแจ้งเตือนการอัพเดตอยู่บ่อยครั้งจนผู้ใช้บางคนอาจรู้สึกรำคาญ แต่สาเหตุหลักของการอัพเดตแอปก็คือเรื่อง ขนาดไฟล์ และแก้ปัญหาด้านพลังงาน การที่คุณอัพเดตแอปนั้นจึงเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้นด้วย ในขณะเดียวกันก็ควรจะลบแอปที่ไม่ได้ใช้ทิ้งไปบ้าง โดยเฉพาะแอปที่ทำงานตลอดเวลา (running background process) เพราะจะเปลือง RAM และพลังงานแบตเตอรี่

15. อย่าเปิดการอัพเดตอัตโนมัติ

ถ้าคุณเผลอเปิดการอัพเดตอัตโนมัติ สิ่งที่คุณต้องเสียไปนอกจากพลังงานแบตเตอรี่แล้ว คุณจะเสียค่า Cellular Data ด้วย (นอกเสียจากคุณต่อ Wi-Fi ทั้งวัน) ซึ่งไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง ดังนั้นหากคุณจะอัพเดตแอป ให้คุณเข้าไปกดอัพเดตในเวลาที่คุณสะดวก และพร้อมจะดีกว่า

USB มือถือ Type-C

1

ล่าสุด USB ได้ถูกพัฒนาในมาตรฐานใหม่ โดยใช้ชื่อว่า USB Type-C หรือ USB-C ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี USB เวอร์ชัน 3.1 ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการไอที และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานพอร์ต USB ที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการใช้งาน ส่วน USB Type-C มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก USB ของเก่าอย่างไร และจะมีคุณสมบัติใดที่เหนือกว่า USB รุ่นเก่าบ้าง ต้องตามไปดูกัน

สามารถใช้งานกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น

เรียกว่าเป็นที่น่าสับสนไม่น้อย ถ้าหากต้องการเลือกซื้อสาย USB สักเส้น รวมถึงเมื่อเชื่อมต่อ USB เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ เรียกว่าทุกคนอาจจะเคยพบปัญหาเกี่ยวกับการเสียบผิดด้าน เสียบไม่เข้า จนกระทั่งต้องเพ่งให้ดีกว่าเดิม ถึงจะเสียบเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ได้

แต่สำหรับปัญหาด้านบนจะหมดไป เพราะ USB Type-C หัวเชื่อมต่อสามารถเสียบได้ทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะพลิกด้านบน หรือด้านล่าง คราวนี้ก็สามารถเสียบได้อย่างง่ายดาย ผิดกับ USB รุ่นก่อนๆ ที่จะต้องเสียบให้ถูกด้านนั่นเอง

USB Type-C มาพร้อมกับเวอร์ชัน 3.1 ที่ถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลได้เร็วกว่าเดิม

โดยหัวการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C จะค่อนข้างมีลักษณะ และขนาดที่ใกล้เคียงกับ USB Type-B micro ซึ่ง USB Type-C มาพร้อมกับเทคโนโลยีเวอร์ชัน 3.1 ที่สามารถถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลได้สูงสุดถึง 10 Gbps เรียกว่าสามารถถ่ายโอนไฟล์ได้เร็วกว่าเดิมเป็นสองเท่าของ USB เวอร์ชัน 3.0 ที่สามารถถ่ายโอนไฟล์ได้ที่ 5 Gbps จึงทำให้ USB Type-C มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมสำหรับการถ่ายโอนไฟล์ใหญ่ๆ อย่างเช่นวิดีโอความละเอียด 4K หรือการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับสมาร์ททีวี เพื่อเล่นเกมที่ต้องรองรับการการโอนข้อมูลจำนวนมากก็ตาม

USB Type-C รองรับการจ่ายไฟที่มากกว่า

ด้วยเทคโนโลยี USB Power Technology จึงทำให้ USB Type-C สามารถรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 20V, 5A นั่นหมายความว่าอุปกรณ์ใหญ่ๆ อย่างโน๊ตบุ๊คสามารถชาร์จผ่าน USB Type-C ได้เลย รวมถึงการถ่ายโอนไฟล์ก็สามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนบนอุปกรณ์พกพาอย่างเช่นสมาร์ทโฟน ผลพลอยได้นี้จึงทำให้สมาร์ทโฟนต่างๆ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง

จะเริ่มมีการใช้งาน USB Type-C เมื่อใด?

USB Type-C ได้รับการพัฒนาจากกลุ่ม USB Promoter Group ซึ่งมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการในปลายปี 2014 ว่า ได้พัฒนา USB Type-C เป็นผลสำเร็จ และจะใช้ USB Type-C เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในอนาคต โดยในปัจจุบันก็มีอุปกรณ์หลายชนิดที่รองรับการใช้งาน USB Type-C บ้างแล้ว ซึ่งคาดว่าในปลายปี 2015 จะเริ่มมีอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ USB Type-C มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรือโน๊ตบุ๊คก็ตาม

เรียกได้ว่า USB Type-C จะเป็นอีกมาตรฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งของวงการเทคโนโลยี ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตนั้น อุปกรณ์ต่างๆ จะรองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB Type-C เพิ่มมากขึ้น และจะเริ่มมีการใช้งาน USB Type-C อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เลขคู่กัน ที่ไม่ควรใช้

1

กลุ่มเลขต่อไปนี้จัดอยู่ในประเภทเสียขั้นรุนแรง ภายในเลข 7 ตัวท้าย ไม่นับ 3 ตัวหน้า (08x – 09x) อย่ามีเลยเด็ดขาดเลขสุดช้ำ ยิ่งมีหลายคู่ยิ่งขัดโชคลาภ แทนที่จะสุขสมหวัง อาจเกิดการผิดพลาดทำให้เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ ถูกคนรักหักอก โดนทรยศหักหลัง ถูกเอารัดเอาเปรียบ จากผู้อื่น

คู่เลข 13 กับ 31

ชอบทะเลาะวิวาทกับคนรอบข้าง ใจร้อน รีบร้อน โกรธโมโหง่าย มักเกิดอุบัติเหตุ เกิดบาดแผลได้ง่าย เพราะทำอะไรว่องไว รวดเร็ว เลือดตกยางออกบ่อย รักแรง เกลียดแรง รักใครรักจริง แต่บทเกลียดไม่ชอบขี้หน้าก็ไม่คบค้าสมาคมด้วย แดกดันเก่ง ดื้อ มีเรื่องให้เสียทรัพย์สินได้ง่าย

คู่เลข 18 กับ 81

มีหลากหลายกรณี เป็นหนึ่งในเลขที่เป็นอริต่อกันด้วยเลข 1 เป็นตัวแทนพระอาทิตย์ แสงสว่าง เลข 8 ตัวแทนราหู ของดำ ความมืดมิด ทำให้ขัดแย้งซึ่งกันและกัน สุขภาพไม่ดี บางคนหมดอำนาจบารมี บางคนกลับกันกลายเป็นบ้าอำนาจ ใช้อำนาจในทางที่ผิด เพราะอาทิตย์แปลว่ายศศักดิ์ อำนาจ ไปใช้ในทางราหู มืดมน มัวเมา

คู่เลข 67 กับ 76

เมื่อเลขแห่ง ความสุข ความรัก เงินตรา มาอยู่จับคู่กับเลข ที่เป็นตัวแทนแห่งความเหนื่อยยาก ลำบากตรากตรำ ความทุกข์ ความทรหดอดทน จึงขัดแย้งในตัว มีเหตุให้ทะเลาะกับคนรอบข้าง เจ็บไข้ได้ป่วย เคราะห์มากเป็นพิเศษ (เหอๆ) แค่เห็นความหมายก็คงไม่มีใครอยากจะใช้แล้วใช่ไหมครับ เลขคู่นี้มีโอกาสส่งผลให้ขาดรัก ไร้รัก ความสุขเหี่ยวเฉา การเงินย่ำแย่ ได้เงินช้า หรือทำงานตรากตรำเหนื่อยเหลือเกินแต่กลับได้ค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด แสนสุดช้ำจริงๆ

มือถือจีน กับ เกาหลี ต่างกันยังไง

1

ปัจจุบันมือถือเหมือนแท้ทุกรุ่นมีจุดด้อยที่เหมือนๆกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ "อุปกรณ์" ที่มีมาด้วยนั้น คุณภาพไม่ดีมากนัก แต่ตัวเครื่องปัจจุบันทำได้ค่อนข้างดีมากแล้ว และหนึ่งในนั้นที่น่าห่วงที่สุดคือ "แบตเตอรี่" ที่มากับเครื่องครับ

คุณภาพแบตหากเน้นใช้งานทั้ง wifi/3G และเล่นเกมไปด้วย ส่วนใหญ่จะไม่ถึงวันครับ (เฉลี่ย 3-5 ชั่วโมง) ดังนั้นวิธีแก้ก็คงจะต้องเป็นพกแบตสำรองไว้ชาร์จอีกที หรือก็ต้องเป็นรุ่นที่ใส่แบตแท้ทดแทนได้ครับ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางร้านจึงได้พยายามจำหน่าย และเสนอรุ่นที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าปลีกก่อนเป็นหลัก ถึงแม้ว่ากระแสอย่าง Iphone (Iphone ทุกรุ่นเปลี่ยนใส่แบตแท้ไม่ได้) จะมีผู้คนสนใจเยอะมาก จนบางทีทางร้านแอบเสียดาย อยากจะเน้นขาย แต่.... ทางร้านยังคงอยากเน้นที่การใช้งานที่ดีสุดเป็นหลักครับ

จะเห็นว่าทางร้านแจ้งข้อดี-ข้อด้อยของแต่ละรุ่นก่อนจำหน่ายเสมอๆ เพื่อให้รับทราบถึงข้อด้อย และไม่ขัดต่อการใช้งานหลักๆของลูกค้า ดังนั้น ปกติแล้วทางร้านมีจำหน่ายทุกรุ่นนะครับ แต่โดยตอนนี้ทางร้านคงยกให้ 2 รุ่น นี้ดีที่สุดในปัจจุบันครับ

1. Samsung Galaxy S5 4 คอร์
2. Samsung Galaxy Note 4 4 คอร์

samsung-galaxy-s5-19

ด้วยเหตุผลที่ว่าทั้ง 2 รุ่นใส่แบตแท้ได้ครับ (รุ่น Samsung S5 ใส่แบตแท้ปิดฝาหลังสนิท แต่ Note4 ฝาหลังบริเวณด้านขวาปิดไม่สนิท)

ส่วนรุ่นทีี่มีจำหน่ายตามนี้นะครับ
1. Samsung Note4 4 core
2. Samsung Note4 2 core
3. Samsung S5 4 core
4. Samsung S5 2 core
5. Samsung A5 4 core
6. Samsung A5 2 core
7. Iphone 5S 4 core
8. Iphone 5S 2 core
9. Iphone 6 4 core
10. Iphone 6 2 core
11. Iphone 6+ 4 core
12. Iphone 6+ 2 core

รุ่นใหม่ๆโปรดติดต่อสอบถามทางร้านได้นะครับ

*ปัจจุบันรุ่น 8 คอร์ในไทยแทบไม่มีแล้วนะครับ ที่เข้าใจๆผิดกันเป็นเพราะสเปคในเครื่องถูกแก้ไขให้เหมือนแท้ ดังนั้น "ไม่มีแน่นอนนะครับ" อย่าง Note 4 8 core ถ้า ณ ตอนนี้มีและราคา 5,xxx บาท จริงเหมามาขายทางร้านได้เลยครับ มีกี่ตัวรับหมดครับ

**ส่วนท่านที่ถามว่าเครื่องเกาหลี หรือเครื่องไต้หวันหรือไม่ อ่านตามนี้นะครับ

ผมมีคำตอบให้ 2 แบบครับ

- ตอบแบบการตลาดในไทย "เครื่องผลิตจากฮ่องกงค่ะ" "เครื่องผลิตจากเกาหลีครับ"หรืออะไรก็ตามแต่ที่บ่งบอกเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแต่พิสูจน์ไม่ได้!!! ประเด็นคือถ้าผมตอบแบบนี้ทางคุณลูกค้าจะเช็คยังไงครับว่าเครื่องผลิตจากที่ไหน

- ตอบแบบความเป็นจริง เครื่องทุกเครื่องที่เป็นมือถือ แท็บเล็ต รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกหลายๆประเภท ปัจจุบันผลิตที่ "จีน" ทั้งหมดแล้ว แม้แต่โรงงานหลักที่ผลิต Iphone แท้อย่าง Foxconn ก็ตั้งอยู่ที่จีนแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีโรงงานที่อื่นตั้งอยู่บ้าง แต่การนำเข้า Iphone แท้ของไทยเกือบจะ 100% จะมาจากที่จีนแน่ๆครับ ยิ่งเป็นเครื่องเหมือนแท้ก็มั่นใจได้เลยครับว่านำเข้าจาก "โรงงานที่มีฐานผลิตที่จีน" แน่ๆครับ

แต่ประเด็นคือแต่ละร้านจะมีหลักการเลือกเครื่องจาก "โรงงานที่มีคุณภาพการผลิตแบบไหน" ต่างหากครับ ดังนั้นเครื่องที่ทางร้านนำเข้าจะมีการเช็ค ตรวจสอบล็อตการผลิตอยู่เรื่อยๆ หากไม่ดีจะได้ตีสินค้ากลับไปทั้งล็อตครับ แต่สำหรับทางคุณลูกค้าเบื้องต้นควรจะเช็ค "สเปคที่แท้จริง" ของเครื่องให้ออกก่อนครับ เพราะสเปคเครื่องสูงๆมักจะมีการผลิตและคุณภาพเครื่องที่ดีตามไปด้วยครับ อย่าง Samsung S5 8 core สามารถกันน้ำได้ในระดับหนึ่งด้วยครับ

แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับการเช็คสเปคเครื่องสำหรับลูกค้ามือใหม่เพราะทุกเครื่องจะมีการแก้ไขการแสดงสเปคแบบหลอกให้ดูสูงๆ หรือเหมือนเครื่องจริงครับ แต่ที่จริงกลับมีสเปคที่ไม่ตรงตามที่ระบุไว้ครับ

ประเภทมือถือในปัจุบัน

1

ในปัจจุบัน มือถืออาจจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ มือถือธรรมดาทั่วไป (Regular Mobile) ซึ่งนิยมใช้กันมากกว่า เพราะราคาถูกกว่า และมือถือสมาร์ทโฟน (Smart Phone)

มือถือธรรมดาทั่วไป (Regular Mobile)
มือถือแบบนี้ยังสามารถแบ่งแยกย่อยได้อีกคือ

-มือถือราคาประหยัดไม่มีเมมโมรีการ์ด เน้นไว้โทรออก รับสาย ส่งข้อความ เท่านั้น ไม่มีหน่วยความจำมากนัก หน่วยความจำภายนอก ก็ขยายไม่ได้ เช่น Samsung E1081

-มือถือมีเมมโมรีการ์ด จะมีความสามารถสูงกว่า เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายรูป ดูทีวี การบลูธูท มี Wi-Fi ฯลฯ ราคาเพิ่มขึ้นตามความสามารถที่มี มือถือประเภทนี้จะสามารถถ่ายโอนข้อมูลไปเข้าคอมพิวเตอร์ หรือจากคอมพิวเตอร์เข้ามา ในมือถือได้ การเลือกซื้อก็ต้องที่ความต้องการใช้งานของเราว่าต้องใช้อะไรบ้าง เพราะบางรุ่นใช้เป็นโมเด็มได้ ช่วยให้เราเชื่อมต่อโน้ตบุ๊คกับอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้

การเลือกซื้อมือถือประเภทนี้มาใช้งานนั้นอาจศึกษาข้อมูลจากนิตยสารเช่น firstmobilemags ซึ่งจะมีรายละเอียดความสามารถของมือถือแต่ละรุ่น เป็นข้อมูลก่อนซื้อมาใช้งาน

ในเว็บไซต์ก็มีเว็บไซต์ดังๆ อย่าง siamphone.com ซึ่งก็มีข้อมูลมือถือทุกรุ่น นำเสนอข้อมูลอย่างละเอียดเช่นกัน

มือถือแบบสมาร์ทโฟน (Smart Phone)
มือถือประเภทนี้จะมีโปรแกรมระบบปฏิบัติการควบคุมการทำงานของมือถือ คล้ายคอมพิวเตอร์ จึงทำให้มีความสามารถคล้ายกับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเลยทีเดียว โปรแกรมระบบปฏิบัติการมีหลายตัวเช่น
- iOS ของ Apple (iPhone/iPad)
- Android เช่น Samsung galaxy
- Symbian ใช้ในมือถือ Nokia
- Blackberry ในมือถือ Black Berry
- Windows Mobile ในมือถือ HTC
- Bada ในมือถือของ Samsung บางรุ่น
มือถือประเภทนี้ราคาค่อนข้างแพง เมื่อซื้อมาก็จะได้อุปกรณ์เสริมการใช้งานอย่างสายเชื่อมต่อข้อมูลกับคอมพิวเตอร์มาให้อยู่แล้ว การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์กับมือถือจึงค่อนข้างสะดวก แต่มือถือทั่วไป ขึ้นอยู่กับราคา หากราคาสูง เกิน 2000 บาท ขึ้นไป จะมี Bluetooth มาให้ หากใช้โน้ตบุ๊คที่มี Bluetooth การเชื่อมต่อก็ทำได้ไม่ยาก แต่หากไม่มีก็ต้องซื้อหาสายสำหรับเชื่อมต่อมือถือกับคอมพิวเตอร์มาใช้งาน

banner-simvip-1  banner-simvip-2
banner-sim-vip-1
banner-sim-vip-2